วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิด เพื่อความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์

ข้อคิด เพื่อความสำเร็จในการทำวิทยานิพนธ์
เรื่องของการทำวิทยานิพนธ์  ก่อนอื่น ต้องเข้าใจ ว่า
1. วิทยานิพนธ์ต้องเป็นงานใหม่ ที่ไม่ซ้ำกับชื่อเรื่องของใครมาก่อน
2. วิทยานิพนธ์ เป็นการใช้พลังงานทางสมอง ปัญญา และความคิด ที่ต้องอาศัยสมาธิ และความตั้งใจสูงมาก
3. การจะทำวิทยานิพนธ์ได้ ต้องผ่านการเรียน course work ทุกรายวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการประมวลองค์ความรู้ที่ได้ และ concise เป็นวิทยานิพนธ์
4. วิทยานิพนธ์ เป็นผลงานอันทรงเกียรติแห่งความภาคภูมิของผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยสติปัญญาและแรงกาย 

การศึกษาทุกระดับในปัจจุบัน จึงมีการวัดผลการเรียนรู้ของนักศึกษา โดยการทำผลงานทางวิชาการ
ดังนั้นการที่จะสามารถบรรลุผลดังกล่าวได้นั้น นิสิต นักศึกษาต้องมีความรู้ในเรื่องที่เรียนมาแล้ว 
มีการจัดระบบความคิด  ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงาน การจัดการองค์ความรู้ ความสามารถ จะช่วยให้วิทยานิพนธ์มีคุณภาพ ส่งผลให้สำเร็จตามระยะเวลาของหลักสูตรกำหนดไว้ด้วย

ซึ่งงานวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา ในประเทศไทย จะประกอบด้วย
1. วิทยานิพนธ์ (Thesis)
2. การศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study) เป็นงานวิจัยในระดับปริญญาโท


ส่วนในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ จะประกอบด้วย
1. วิทยานิพนธ์ (Thesis)

2. การศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study) เป็นงานวิจัยในระดับปริญญาโท
3. Dissertation หรืองานวิจัยอิสระ

ตามแต่จะเรียกกัน แต่กระบวนการในการคิด การค้นข้อมูล การทำงานต่างๆ จะคล้ายกัน
ต่างกันตรงที่ วิทยานิพนธ์ จะมีความกระจ่างชัด ความลึกของข้อมูล มากกว่า งานวิจัยประเภทอื่น


ข้อปฏิบัติในการทำวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ

การทำวิทยานิพนธ์จะต้องมีหลักยึดในการปฏิบัติหลายประการที่สำคัญ คือ จรรยาบรรณนักวิจัย เพื่อให้สามารถทำวิทยานิพนธ์ ได้สำเร็จอย่างมีคุณภาพสูง นิสิต นักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์ควรยึดหลัก ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2546 : 11-15)

1. จะต้องทำด้วยตนเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกเรื่องหรือการหาชื่อเรื่อง การเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์ การสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล (กรณีที่ไม่ได้ยืมเครื่องมือของคนอื่น) การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผล และการเขียนรายงานการวิจัย อย่างไรก็ตามขั้นตอนที่อาจขอความร่วมมือ หรือความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งผู้ทำวิทยานิพนธ์จะต้องชี้แจงวิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด รวมทั้งข้อควรระวังต่าง ๆ เพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นไปอย่างได้มาตรฐาน ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง และอาจขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่การวิเคราะห์ด้วยตนเองภายใต้การแนะนำของผู้รู้จะช่วยให้ได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ดี ส่วนขั้นตอนอื่น ๆ จะต้องดำเนินการด้วยตนเอง


2. ต้องถือว่านิสิต นักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาค้นคว้าดีที่สุด ผู้ทำวิทยานิพนธ์จะต้องสามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า สามารถตอบคำถามหรือข้อสงสัยได้อย่างกระจ่างชัด คล่องแคล่ว แสดงถึงการมีความรอบรู้ อย่างแท้จริง ดังนั้นนิสิต นักศึกษาจะต้องศึกษาค้นคว้าให้มาก การทำด้วยตนเองทุกขั้นตอนที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง

การศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแนวความคิดทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์ จะต้องทำอย่างจริงจัง ครบถ้วน นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการทำวิทยานิพนธ์ ทั้งในด้านเนื้อหาสาระและเทคนิควิธีการ ต้องมั่นใจว่าได้ศึกษาอย่างลุ่มลึก (Review) ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องครบทุกเรื่อง หรือเกือบครบทุกเรื่องแล้ว โดยได้ค้นคว้าจากแหล่งต่าง ๆ ทุกแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นตำรา วารสารที่ตรงเรื่อง และโดยเฉพาะการค้นจากระบบ Internet

3. จะต้องทุ่มเทความพยายามในการศึกษาค้นคว้าตามกระบวนการของการวิจัย ทำด้วยใจรัก เพื่อมุ่งให้ได้ผลงานที่มีคุณค่า ผลงานที่ภาคภูมิใจ เป็นผลงานด้านวิชาการที่ดีที่สุด (Masterpiece) ชิ้นหนึ่งในชีวิตของนิสิต นักศึกษา วิทยานิพนธ์ ที่ทำจะมีการเผยแพร่ในรูปใดรูปหนึ่งหรือหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเผยแพร่ในระบบ Internet หรือฐานข้อมูลจะทำให้สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป ถ้าทำไม่ดีพอก็จะเป็นหลักฐานแสดงความด้อยในความสามารถและถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็จะทำให้ผู้ที่ศึกษาค้นคว้าวิทยานิพนธ์เล่านั้นเข้าใจผิดตามไปด้วย นิสิต นักศึกษาจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการศึกษาค้นคว้าและมุ่งทำวิทยานิพนธ์ให้เป็นประโยชน์เป็นแบบอย่างแก่ผู้ศึกษาค้นคว้ารุ่นหลัง

4. ยึดหลักกาลามสูตรซึ่งเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนชาวกาลามะ สรุปได้ว่า อย่าเชื่อเรื่องใดทันทีที่ทราบ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมาจากแหล่งใดใน 10 แหล่งได้แก่ มาจากการฟังตามกันมา การเล่าลือ การอ้างอิงตำราหรือคัมภีร์ การใช้ตรรกะ การอนุมานเอง การคิดตามแนวเหตุผล เป็นเรื่องที่เข้าได้กับทฤษฎีของตน มองเห็นรูปลักษณ์น่าเชื่อถือเป็นคำพูดของอาจารย์ แต่จะเชื่อต่อเมื่อได้ไตร่ตรองพิจารณาด้วยปัญญาทุกแง่มุม และจากหลักฐานต่าง ๆ แล้ว

5. ยึดจรรยาบรรณนักวิจัย ซึ่งสภาวิจัยแห่งชาติได้กำหนดไว้ 9 ประการ คือ (จรรยาบรรณนักวิจัยของสภาพวิจัยแห่งชาติ. 2541 : 41-25) ต้องซื่อสัตย์ และมีคุณธรรมในการทางวิชาการและการจัดการ ต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำงานวิจัยตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุนการวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด ต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย ต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย หรือนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ หรือเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น และพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ

6. ทำการปกป้อง (Defense) เค้าโครงวิทยานิพนธ์ โดยนิสิต นักศึกษาต้องจัดทำเค้าโครงให้ดีที่สุด ผ่านการศึกษาค้นคว้าทั้งด้านสาระความรู้ แนวคิด ทฤษฎีและผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ถ้ามีผู้กล่าวโจมตีวิจารณ์หรือเสนอให้ใช้วิธีการอื่น เครื่องมืออย่างอื่น นิสิต นักศึกษาจะต้องทำการอธิบายชี้แจงให้เข้าใจว่าที่ได้กำหนดไว้ในเค้าโครงวิทยานิพนธ์นั้นมีความถูกต้องเหมาะสมอย่างไร ดีกว่าวิธีที่มีการเสนอใหม่เช่นไร ไม่ใช่คล้อยตามผู้อื่นทั้ง ๆ ที่วิธีที่เขาเสนอมานั้นเป็นวิธีการที่ด้อยกว่า มีปัญหาอุปสรรคในการวิจัย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเห็นว่าวิธีที่เสนอมาใหม่ หรือเครื่องมือที่เสนอมาใหม่ ดีกว่าเหมาะสมกว่าก็ต้องยอมรับไม่ดันทุรัง และเมื่อยอมรับก็ต้องทำการเปลี่ยนแปลงเค้าโครงใหม่ แล้วก็ต้องปกป้องวิธีการใหม่นั้น โดยถือว่าเป็นสิ่งที่ตนคัดสรรด้วยตัวเอง เมื่อใครโจมตี วิจารณ์หรือเสนอให้ใช้วิธีอื่นก็ต้องปกป้องโดยการอธิบายชี้แจงถึงความถูกต้อง เหมาะสม ไม่ใช่อ้างว่าทำตามที่อาจารย์ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญเสมือนว่าแท้จริงตนไม่ได้เห็นด้วยกับวิธีใหม่นั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

7. พัฒนาเจตคติต่อการทำวิทยานิพนธ์ นิสิต นักศึกษาจะต้องพัฒนาเจตคติต่อการทำวิทยานิพนธ์โดยถือว่าการทำวิทยานิพนธ์เป็นประสบการณ์ที่ดียิ่งในการพัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้ มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม แก้ไขปัญหา ป้องกันปัญหา ปรับปรุงพัฒนางาน และยังพัฒนาตนให้มีคุณลักษณะที่สำคัญและจำเป็น เช่น ความอดทน ความซื่อสัตย์ ความมีระบบในการคิดและการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

8. การปรึกษาอาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์หรืออาจารย์ที่ปรึกษาไม่ว่าจะเป็นการพบโดยตรงหรือใช้วิธีโทรศัพท์ติดต่อก็ตาม จะต้องเตรียมการให้ดียึดหลักว่าพบน้อยที่สุดแต่ได้สาระมากที่สุด ดังนั้นต้องเตรียมคำถามต่าง ๆ คิดหาทางเลือกที่เป็นไปได้หลายทาง เป็นการวางแผนหลายแผน มีแผน 1 แผน 2 (ถ้าไม่เอาแผน 1) แผน 3 (ถ้าไม่เอาแผน 1 และแผน 2) เป็นต้น เช่นแทนที่จะถามว่า ผมควรทำอย่างใดดีก็ถามว่าผมสนใจศึกษาเกี่ยวกับ ….(ชื่อเรื่อง) …. จะเหมาะสมหรือไม่

กรณีเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ควรเตรียมโครงร่างย่อ ๆ ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง เหตุผล วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ รายชื่องานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 3-5 หน้า อาจเตรียมเรื่องสำรองไว้อีก 2 เรื่อง

ถ้าเรื่องแรกไม่ผ่านก็จะปรึกษาเรื่องต่อ ๆ ไป ต้องแสดงให้เห็นว่าได้คิดไตร่ตรองรอบคอบทุกมิติทุกประเด็น มีความชัดเจนในสิ่งที่จะศึกษา วิธีการศึกษาค้นคว้า พิจารณาความเป็นไปได้ทุกแง่มุมโดยละเอียดแล้ว และในคำถามที่ถามนั้นได้คิดคำตอบแล้ว แต่ถามเพื่อความแน่ใจ เป็นต้น